จากประสบการณ์ที่อยู่วงการอนิเมะมาหลายปี ผมมีบทความจำนวนมากที่อยากจะเขียน แต่หลายบทความมีการอ้างอิงเนื้อหา “5 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้ ในธุรกิจอนิเมะ” ที่เคยเขียนในเว็บ OS จะก็อบมาลงเว็บจะกลายเป็นทำบทความซ้ำได้ อีกเหตุผลก็มีอะไรอยากปรับแต่งในบทความสักหน่อย รวมถึงอยากเพิ่มลูกเล่นอะไรเข้าไปอีกเล็กน้อย (?) เลยพบกันครึ่งทาง ผมเอาบทความเก่ามาขยายความเป็นข้อๆ ดีกว่า แล้วค่อยไปเริ่มบทความใหม่กันต่อในภายหลัง
ธุรกิจหนังสือการ์ตูนหรือที่เรียกว่า “มังงะ” นั้น ต้นทุนน้อยครับ ค่าตัวนักเขียน, ค่าส่วนแบ่งต่อเล่ม, บรรณาธิการสำหรับให้คำแนะนำนักเขียน หรือ ค่าผู้ช่วย นับรวมๆ ต่อให้เสียเงินสัก 100 – 200 ล้านเยน ต่อปี ก็ยังถือว่าถูก เมื่อเทียบกับผลกำไรมหาศาลที่ได้รับจากหลายช่องทางให้กับทางสำนักพิมพ์ ทำให้มังงะที่ได้รับความนิยมจะต้องเขียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ สัก 5 – 30 ปีขึ้นไปก็ไม่จบ เพื่อทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันก็ทำให้เรื่องใหม่เกิดได้ยาก
กลับมาด้านทีวีอนิเมะ ต้นทุนการสร้างจะสูงกว่าแบบคนละระดับ มีทีมงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, คนดูแลเรื่องบท, อนิเมเตอร์, นักพากย์, ดนตรีประกอบ และอื่นๆ นับร้อย อีกทั้งมีการทำงานร่วมกันในหลายบริษัท ทำให้บริหารงานกันยากขึ้น คุมค่าใช้จ่ายยากขึ้น บางทีก็ต้องยอมลดคุณภาพลงเพื่อให้ฉายทันตามกำหนด (รายละเอียดส่วนนี้จะกล่าวถึงอีกครั้งในภายหลัง)
จุดแข็งของทีวีอนิเมะ คือ แค่เปิดทีวีคุณก็ดูได้แล้ว ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ง่ายกว่ามาก แต่จุดอ่อนอยู่ตรงทุนที่สูงทำให้ขายยากขึ้นตามลำดับ ยิ่งทำออกมาหลายตอนก็ยิ่งสร้างภาระให้กับผู้ซื้อ จึงนิยมตีกรอบให้อนิเมะจบแค่ใน 1 – 2 ฤดูกาลเพื่อลดต้นทุนลง ยกเว้นจะเป็นอนิเมะที่มีสปอนเซอร์รายใหญ่สนับสนุน ถึงจะฉายได้หลายตอนต่อเนื่อง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 2 : ลดต้นทุนด้วยการฉายรอบดึก
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 3 : ช่วงเวลาฉายกับคุณภาพของงาน
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 4 : เหตุที่อนิเมะส่วนใหญ่สร้างแค่ 12 – 13 ตอนจบ
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 5 : ยุคของอนิเมะเอาใจผู้ชม


No comments:
Post a Comment